6 วิธี ที่จะช่วย พิชิตใจลูกค้า “เจ้าปัญหา” ให้อยู่หมัด

เราจะมีวิธี พิชิตใจลูกค้า อย่างไร ในขณะที่เราเปิดธุรกิจ ร้านค้า แล้วพบ ปัญหา ไม่ว่าจะมีเหตุมาจาก การใช้งาน บริการ หรือเป็น เรื่องส่วนตัว ทำนองว่า ทะเลาะเ กับเมีย (ฮาๆ)

ไม่ว่าเหตุนั้น จะเป็นอย่างไร วันนี้เราลองมองแนวทางสำหรับการผันหนักให้เป็นเบา มาดีขึ้นกว่าเดิมปัญหาให้กับลูกค้ากันครับ

6 วิธี พิชิตใจลูกค้า

1.เราต้อง “ใจเย็น” แล้วก็ “ยิ้มสู้”

อย่างแรกที่จำเป็นต้องทำเป็นเรา อย่าเป็นตัว “เพิ่มปัญหา” ให้กับเหตุการณ์นั้นครับ ลูกค้ามีปัญหามาสิ่งที่เราทำสิ่งแรกเป็นทำใจเราให้เย็นก่อน รวมทั้ง ยิ้มสู้กับเรื่องราวที่จะเข้ามาครับ

อย่าชักสีหน้ายักษ์ ออกไปพบลูกค้า แต่ให้หาน้ำเย็น ส่งต่อรอยยิ้มที่เป็นมิตรออกไป ด่านนี้สำคัญมากหากเราไม่พร้อมเราใจร้อน งานนี้พักอย่างเดียวครับผม ใจเย็นแค่นั้นก็เลยจะควบคุมสถานการณ์ได้

2.อย่าพยายามบอกให้ลูกค้า “ใจเย็น”

พิชิตใจลูกค้าลองนึกภาพในมุมถ้าเกิดเราพบเจอปัญหาแล้วไปคุยกับเจ้าของสินค้า แล้วได้ยินคำว่า “พี่ใจเย็นก่อน” เรารู้สึกเช่นไรบางบุคคลบางทีอาจจะเย็นลงครับผม แต่ว่าโดยส่วนมากยิ่งกล่าวว่า “พี่ใจเย็น” มันเป็นราวกับเชื้อไฟที่ใส่เข้าไปให้เขายิ่ง “ใจร้อน”

ทางที่ดีเราจำเป็นต้องดูในมุมเขาก่อนนะ เราควรจะแสดงความเห็นอกเห็นอกเห็นใจ และก็รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เขาเป็นอยู่ก่อน ถ้าเกิดให้เข้าภาษิตก็ที่ว่า “เอาใจใส่คนอื่นๆเหมือนกับเอาใจใส่ตัวเอง” เป็นเอาปัญหาลูกค้ามาเอาไว้ในตัวเราก่อน อย่าเพิ่งจะ “เอาอกเอาใจเรา” ไปตั้งใจเขา ยิ่งเราอยู่ฝั่งเดียวกับเขาเราจะลำพองใจเขาเร็วขึ้น

3.ไฟมันร้อนอย่าเอาน้ำมันไปราดด้วยการพยายามว่า “เพราะเหตุไร”

ไม่ต้องไต่ถามเล่นเรียง ทำนองว่าไล่ลูกค้าให้ “หมดปัญญา” นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยครับผม เนื่องจากว่านั่นเท่ากับว่าเรากำลังผลักความผิด หรือ ภาระหน้าที่กลับไปหาลูกค้า ถูกหรือผิด เราอย่าเพิ่งจะไปตัดสินในช่วงเวลาที่ไฟกำลังไหมครับ เนื่องจากนั่นเท่ากับการยิ่งทำให้ไฟมันยิ่งโหมมากขึ้น ทางที่ดีเป็นหาวิธีดับไฟก่อน เป็นขั้นตอนแรก แล้วสิ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้มาว่ากันคราวหลัง

4.อย่าชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อชี้แจง

อย่าเพิ่งตอบโต อธิบายว่าเหตุที่เป็นอย่างโน้น อย่างนี้เพราะอะไร ลูกค้าจะคิดว่าเรา “แก้ตัว” เปลี่ยนเป็นว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเหตุผลต่าง ๆ ลูกค้ากลับมองเป็นเรื่อง “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เครดิตก็หาย ดีไม่ดีเสียลูกค้ามิได้เพียงแค่ผู้เดียวครับผม จะเสียไปทั้งยังขบวนเลยก็เป็นไปได้

5.ตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ ให้เขาบอกมาให้หมดประสบพบเจอกับปัญหาอะไร

สิ่งที่ควรจะทำเป็นปฏิบัติตัวเป็นพระ กระทำตัวเป็นที่ที่ปรึกษาเป็น ฟัง แล้วก็ ก็ฟัง ผมเทียบให้มองเห็นพระ เพราะ พระท่านเป็นคนฟังที่ดีเลิศ มีโยมเยอะมากวันแล้ววันเล่าไปเล่าปัญหาให้ฟัง ท่านก็ฟังอย่างตั้งใจ บ่อยที่ท่านมิได้บอกอะไรเลย ปลดปล่อยให้ญาติโยมกล่าวถึงปัญหาความทุกข์ใจต่างๆท้ายที่สุดเขาก็ได้คำตอบของเขาเองว่าเขาควรจะไขปัญหานั้นเช่นไร

เรานำส่วนนี้มาดัดแปลงกับธุรกิจ กรณีลูกค้ามีปัญหา เราต้อง “ฟังอย่างตั้งใจ” ปลดปล่อยให้เขาได้ “ปล่อย” ความทุกข์ทรมาน บอก ระบายปัญหาให้พอเพียงครับ ในที่สุดเราบางทีก็อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ แค่เพียง “ยอมรับฟัง” แค่นั้นจริงๆ

6.ยื่นความเป็นมิตรกลับ เสนอทางแก้ไขด้วยกัน

เมื่อความร้อนได้รับการระบาย ปัญหาได้รับการบอกกล่าว โอกาสนี้ก็ได้เวลา “ช่วยเหลือกันหาทางออก” ผมใช้คำว่า “ช่วย” ครับ เป็นทั้งยังลูกค้าแล้วก็เราได้ประโยชน์ด้วยกัน หรือทางที่ยอดเยี่ยมจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า “เขาชนะ” ครับ แต่ว่าในความรู้สึกว่าเขาชนะ เราเองก็ไม่ได้เสียผลตอบแทนอะไรมาก

การจัดการกับปัญหาที่ดีเป็นทุกคนควรจะมีทางออกด้วยกันที่สมควรครับผม แล้วก็ทางออกที่สมควรเป็น ทุกคนยินดีที่จะ “ยกโทษ” รวมทั้ง ยินดีปรับแก้ เพื่อได้ผลิตภัณฑ์ และก็บริการที่ดีๆเพิ่มมากขึ้นไปครับผม

ลูกค้ามีปัญหาแล้วเขามาหาเราแปลว่าเขายังรักและก็เป็นห่วงเราครับ อย่าดูพวกเขากลุ่มนี้เป็น “ศัตรู” ครับ ควรมองดูเขาเป็น “มิตร” แล้วก็ต้องทดแทนมิตรด้วย สิ่งดีๆเนื่องจากว่านี่เป็นอนาคตลูกค้าที่ยั่งยืนของเราครับผม